ดูหนังออนไลน์: Vampires vs the Bronx หนังเด็กผิวสีในย่านบร็องซ์รวมพลังกันต่อสู้กับแวมไพร์ ตัวหนังยังสะท้อนสังคมทุนนิยม และเรียกร้องให้ผู้คนตัวเล็กๆร่วมมือกันเพื่อทำให้ชุมชนของตนเองดีขึ้น

เรื่องราวเริ่มขึ้นในย่าน บร็องซ์ ซึ่งเป็นถิ่นคนดำที่มีชื่อเสียงในมหานิวยอร์ก ขึ้นชื่อในเรื่องความเป็นแหล่งเสื่อมโทรม เต็มไปด้วยการปล้นชิง การค้ายา และอื่นๆ แต่ก็เป็นถิ่นฐานของบรรดาคนผิวสีและผู้อพยพในนิวยอร์กที่บรรดาผู้ที่เกิดและเติบโตมาต่างก็รักในถิ่นกำเนิดของพวกเขา

แต่จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อมีนายทุนผิวขาว เข้ามาซื้อกิจการร้านค้าของพวกคนผิวสีในถิ่นบร็องซ์มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจะเอามาสร้างโปรเจกอาคารใหญ่ โดยที่สามเด็กหนุ่มเพื่อนรักอย่าง มิเกล หลุยส์ บ็อบบี้ ต่างก็ค้นพบความลับว่า ที่จริงแล้วมันเป็นฝีมือของพวกแวมไพร์ที่ต้องการเข้ามาสร้างรังให้กับพวกตนเอง พวกเขาจึงต้องหาหลักฐานมาเพื่อปลุกระดมผู้คนในบร้องซ์ให้ลุกขึ้นต่อสู้ขับไล่พวกแวมไพร์ออกไปให้ได้

เรื่องนี้เป็น “หนังเด็ก” ที่รวมองค์ประกอบหลายอย่างที่ผู้สร้างคงคิดว่าน่าจะสนุกมายำรวมกัน ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มตัวเอกที่เป็นเด็กหนุ่มเพื่อนซี้ ซึ่งแต่ละคนมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน รวมถึงการช่วยกันวางแผนหาทางสืบหาและเปิดโปงตัวร้ายอย่างแวมไพร์ เพื่อให้บรรดาพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนบ้าน และคนในชุมชนได้รู้ความจริง

Vampires vs the Bronx Netflix รีวิวตัวหนังยังแฝงประเด็นจิกกัดสภาพสังคมในย่านบร็องซ์เอาไว้ตลอดเรื่อง โดยหนึ่งในประเด็นที่หนังชูขึ้นมาชัดเจนมากคือการนำเสนอว่า “บร็องซ์เป็นย่านที่ต่อให้มีคนหายตัวไป ก็ไม่มีใครสนใจ”

อีกประเด็นหลักที่ชูขึ้นมาอย่างจงใจยิ่งกว่าประเด็นแรกก็คือ การให้แวมไพร์เป็นตัวแทนของนายทุนคนขาวที่แทรกตัวเข้ามาหวังจะฮุบกลืนธุรกิจขนาดย่อมต่างๆในบร็องซ์ แถมหนังยังให้เห็นภาพด้วยว่า เจ้าของกิจการที่เป็นคนท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็มีความเต็มใจที่จะขายให้กับนายทุนด้วย ถ้าได้เงินมากพอ เพื่อที่พวกเขาจะได้ไปตั้งต้นใหม่ในถิ่นอื่นแทน

ตัวหนังยังจงใจฉายให้เราเห็นภาพความเสื่อมโทรมของย่านนี้ตลอดทั้งเรื่อง คือเราจะเห็นว่า การอาศัยอยู่ที่นี่มันดูไม่มีอนาคตเอาซะเลย แม้ว่าตัวเอกของเรื่องอย่าง มิเกล จะมีความรักในถิ่นเกิดของเขามากขนาดไหน แต่คนรอบข้างและกระทั่งแม่ของเขาก็แสดงให้เห็นว่า พร้อมที่จะออกไปจากที่นี่ เพื่อหาอนาคตที่ดีกว่า ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นการสะท้อนให้เราเห็นสถานการณ์จริงของย่านเสื่อมโทรมในสหรัฐและหลายแห่งทั่วโลกที่เป็นอยู่จริงๆก็ได้

ส่วนที่น่าสนุกของหนังจะมีให้เห็นเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการเล่นเรื่องที่กระชับ เพลงประกอบแบบฮิปฮอพที่สนุกสนาน การให้เด็กๆ หาวิธีปราบแวมไพร์และจุดอ่อนต่างๆ ด้วยการศึกษาเอาจากหนัง Blade ซึ่งถือว่าเป็นฮีโร่คนผิวสีในภาพยนตร์ที่คนผิวสีชื่นชอบกัน

ด้านนักแสดง บรรดาดาราเด็กทำได้ดีมาก ชวนให้เราลุ้น เอาใจช่วยตามได้ ส่วนตัวร้ายหลักของเรื่อง ก็ได้ดาราสาว Sarah Gadon มารับบท ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจงใจหรือไม่ เพราะเธอเคยรับบทเป็นมิเรน่า ในภาพยนตร์เรื่อง Dracula Untold มาก่อน แล้วก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง

ด้านจุดด้อยของหนังก็มีอยู่เป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นการยัดประเด็นที่ว่าคนขาวคือผู้ร้ายสำหรับคนผิวสีที่อาจจะมากเกินไปหน่อย ด้านฉากแอ็กชั่นก็มีน้อยกว่าที่คิด อีกทั้งการเดินเรื่องที่ไม่ได้มีอะไรนอกเหนือสูตรสำเร็จทั่วไปของหนังเด็ก ที่ให้ตัวร้ายในเรื่องออกมาป่าวประกาศโต้งๆ ว่าจะทำอะไรบ้าง ไปจนถึงฉากปราบบอสของเรื่องที่ “เล่นง่าย” เอามากๆ ก็ไม่น่าแปลกที่หนังจะมีความยาวแค่ประมาณ 1 ชั่วโมง 20 กว่านาทีเท่านั้น แต่ถ้าเราจะมองว่า นี่คือหนังเด็กที่ทำมาให้ดูแบบ บันเทิงๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก และเหมาะสำหรับเด็กๆ ดูเพลินๆ ครับ

ส่วนตอนจบของเรื่อง ก็มีการส่งสารสำคัญที่เป็นประเด็นใหญ่ที่เรื่องพยายามเน้นมาตลอด นั่นคือการที่ชาวบร็องซ์จะไม่ลืมคนที่หายตัวไป เสมือนเป็นความพยายามลบภาพลักษณ์เก่าๆของย่านนี้ออกไปด้วย

ในภาพรวมแล้ว เป็นหนังเด็กที่ทำออกมาแฝงการสะท้อนสังคม โดยเฉพาะชุมชนบร็องซ์ที่มีชาวผิวสีและผู้อพยพอาศัยอยู่จำนวนมาก และเหมือนพยายามบอกให้ทุกคนที่อาศัยอย่าลืมถิ่นฐานของตนเอง แล้วมาร่วมมือกันเพื่อทำให้ชุมชนน่าอยู่ยิ่งขึ้น